Let’s work out at Japanese park

Such a beautiful place to relax









Advertisements

Work out

We worked out at Tangkuan foothill. I like the scenery here.

left and right

green pond

push and pull

enjoy working out

walk and walk

can you see the bird flying

green and peace

sit up

ฟิล์มและดิจิตอล

วันศุกร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เราไปดูหนังของพี่เต๋อ นวพล เรื่อง ๓๖ ที่ตึกมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราไปกับออมและพี่ต่ายเอกไทย ตามกำหนดเวลาฉายคือ ๕ โมงเย็น แต่ฉายจริง ๆ ก็ ๕ โมงสี่สิบได้ ก็เอาเถอะ ชินแล้ว(มั้ง) เค้าอาจจะมีปัญหาทางเทคนิคก็ได้

Image

ได้ยินหนังเรื่องนี้มานานแล้วเพราะเป็นเพื่อนกับพี่เต๋อในเฟสบุ๊ค พูดได้ว่าเห็นกระบวนการทำหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่พี่เต๋อโพสต์ แต่ก็พลาดโอกาสที่จะไปชมในโรงภาพยนตร์(เล็ก ๆ) ดูเทรเลอร์หนังก็จับไม่ได้หรอกว่ามันจะเป็นเรื่องยังไง จับได้แค่เพียงว่า “แปลกดีเนอะ พอไม่มีรูปถ่ายแล้ว สถานที่นี้ก็เหมือนไม่มีอยู่เลย” นั่นสินะ ถ้าไม่มีรูปมายืนยันก็เหมือนกับว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่ อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ สมัยนี้คนเราถึงต้องถ่ายรูปมาอัพลงเฟสบุ๊คไง จะได้เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้น…จริง ๆ นะ

ตัวละครที่ดำเนินเรื่องนี้ชื่อ ทราย มีอาชีพหาโลเคชั่นถ่ายหนัง เปิดเรื่องด้วยการที่ทรายไปหาโลเคชั่นกับ อุ้ม ซึ่งเป็นหนุ่มอาร์ตไดเร็คเตอร์ชื่อเหมือนผู้หญิง ทั้งสองเจอกันครั้งแรกในโลเคชั่นที่เป็นตึกร้างเสื่อมโทรม บนคานคอนกรีตเปลือยนั้นมีคนพ่นสเปรย์สีขาวว่า ควย อยู่ทางมุมขวาบน อีกข้างพ่นสเปรย์สีแดงว่า สนามฟุตบอล ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ ไม่เห็น เห็นแต่คาน แล้วทรายก็นั่งอยู่ใต้คานนั้น และสองคนนี้ต้องทำงานร่วมกันก็เลยต้องไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยจนสนิทกัน

ไม่รู้ว่าศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการถ่ายภาพยนตร์เค้าเรียกการถ่ายแบบนี้ว่ายังไง เรื่องนี้มีวิธีการถ่ายแต่ละฉากแบบตั้งกล้องอยู่นิ่ง ๆ แล้วตัวละครก็แสดงไป เหมือนเราเอากล้องถ่ายรูปวางไว้บนขาตั้งแล้วตัวเองก็ไปยืนทำโน่นทำนี่อยู่หน้ากล้องแต่ไม่ได้กดชัตเตอร์น่ะ เรคคอร์ดไปเรื่อย ๆ บางทีก็เห็นแค่ส่วนตาขึ้นไปของหน้านักแสดง บางทีก็เห็นแค่ห้องแล้วนักแสดงก็อยู่ขอบ ๆ เฟรม บางทีก็เห็นแค่ท้องฟ้าแต่เราก็รู้เรื่องจากเสียงคุยของนักแสดง พี่เต๋อบอกว่าอยากให้ได้อารมณ์เวลาเราถ่ายภาพฟิล์มหรือไม่ก็ความทรงจำเรา ซึ่งบางทีเราจำได้แค่ส่วนหนึ่งของสถานที่เท่านั้น เราไม่ได้จำได้ทุกรายละเอียดของสถานที่นั้นหรอก อืม…ก็จริง และตลอดเรื่องเราจะเห็นแต่ใบหน้าของทรายและนักแสดงคนอื่น (แต่ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนหรอก เพราะไม่มีฉากไหนที่จะซูมเห็นหน้านักแสดงชัด ๆ เพราะก็อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้ตั้งกล้องนิ่งไว้ห่าง ๆ ตลอด) ส่วนอุ้มนั้นเราได้ยินแค่เสียงหรือได้ยลส่วนอื่นของร่างกายอุ้ม ยกเว้นใบหน้า เราชอบนะมันดึงความสนใจผู้ชมได้ดีทีเดียวแบบว่าเมื่อไหร่จะได้เห็นหน้าอุ้มวะ สรุปก็ไม่ได้เห็น

มีฉากหนึ่งที่ใกล้ความจริงมาก คือเกือบ ๆ จะได้เห็นหน้าอุ้ม เป็นฉากที่เราชอบด้วยนะ ฉากนั้นทรายอยู่ในบ้าน ส่วนอุ้มอยู่ที่ระเบียง ซึ่งมีเพียงกระจกใสที่กั้นทั้งสองคนไว้ ภาพในเฟรมเราจะเห็นทรายผ่านกระจก ส่วนเราจะเห็นตัวอุ้มจากเงาสะท้อนบนกระจกใส แต่นั่นแหละมันไม่ใช่กระจกเงาหนิ ก็เห็นไม่ชัด แถมอุ้มก็ผิวคล้ำด้วย ยาก มองไม่เห็นหน้าหรอก ฉากนั้นอุ้มชี้ให้ทรายดูนกสวยตัวหนึ่งบินบนท้องฟ้า “ดูดิ สวยมากเลยอ่ะ” ทรายก็มองตาม “เออ สวยดี” แล้วทรายก็ยกกล้องดิจิตอลขึ้นมาถ่ายรัว อุ้มก็บอกว่าดูก่อนอย่าเพิ่งถ่าย ดูกับตาตัวเองสวยกว่าอีกนะ ประมาณนั้น ส่วนทรายก็บอกว่าดีนะที่ถ่ายทัน

Image

อีกฉากหนึ่งที่เราชอบก็คือ ตอนที่ทรายเอาฮารดดิสก์ไปให้ไก่ สิทธิโชคกู้ แต่ปรากฏว่ากู้มาได้ไม่กี่ไฟล์รูป แล้วรูปที่กู้มาได้ก็เสียหายมาก มีแถบสีเทาเต็มไปหมด ในที่สุดทรายก็ได้เล่าให้ไก่ฟังว่ามันเป็นรูปอะไร ทำไมเธอถึงอยากกู้มันมาใหได้ ในฮาร์ดดิสก์นี้มีรูปอุ้มอยู่ ซึ่งอุ้มเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปเอามาก ๆ แล้วอุ้มก็หายไปแล้ว ติดต่อไม่ได้ด้วย “บางทีก็คิดถึงมันนะ แบบตอนทำงานไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด” ทรายก็เลยอยากเก็บรูปของอุ้มเอาไว้ “เสียดายว่ะ” ทรายพูดเหมือนว่าไม่มีรูปแล้วก็เหมือนตัวตนของอุ้มไม่เคยมีอยู่ แล้วไก่ก็พูดมาประโยคหนึ่ง “แกจะเสียดายทำไมวะ แกก็ยังจำเค้าได้หนิ”

หนังจบก็มีการเสวนากัน อ.ป้อมเป็นพิธีกร แล้วพี่เต๋อก็มาพูดคุยด้วย กับนักวิจารณ์หนัง ๒ คน คืออ.แดง กับคุณก้อง(รึป่าวนะ) มีคำพูดที่น่าจดจำจากคุณก้องประมาณว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ แค่เราตอบคำถามได้ว่าเราทำทำไม แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว มันจะออกมาดีหรือไม่ดียังไง อย่างน้อยมันก็มีความหมาย เรารู้ว่าเราทำทำไม” ออมชอบมาก จะเอาไปปรับใช้กับธีสิสตัวเอง แล้วก็มีความคิดที่น่าสนใจของพี่เต๋อคือ “เวลาถ่ายภาพดิจิตอลมันคือการฝากจำ แต่เวลาถ่ายภาพฟิล์มมันคือความทรงจำ” เพราะกล้องดิจิตอลมันไวไง แล้วก็ไม่ต้องล้างออกมาเพื่อดูภาพ เราก็เลยรัวถ่ายมันได้ พูดง่าย ๆ ว่าถูกและเร็ว ดังนั้นเวลาเราถ่ายภาพดิจิตอลเราก็ไม่ได้คิดมาก ถ่ายไว้ก่อนค่อยดูทีหลัง บางทีเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราถ่ายรูปนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงถ่าย แต่ถ่ายภาพฟิล์มมันแพง ไหนจะต้องซื้อฟิล์ม ไหนจะต้องจ่ายค่าล้างออกมา กว่าจะได้ดูภาพ ดังนั้นก่อนเราจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพฟิล์มเราจะต้องคิดมาก ต้องเอาให้คุ้ม ดังนั้นเราก็จะจำบรรยากาศตอนถ่ายภาพได้มากกว่า มันคือความทรงจำของเราที่ติดอยู่ในสมองแล้วก็เอาท์พุตออกมาเป็นภาพด้วย

จะว่าไปแล้วสำหรับเราเองฟิล์มกับดิจิตอลก็แบ่งยุคตัวเรานะ ภาพถ่ายฟิล์มเป็นตัวบันทึกยุคครอบครัว ส่วนภาพถ่ายดิจิตอลเป็นตัวบันทึกยุคเพื่อน ปัจจุบันนี้ต้องจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็เลยมีแต่รูปเรากับเพื่อนในภาพถ่ายดิจิตอล ส่วนที่ถ่ายกับครอบครัวในยุคนี้ก็มีแค่ตอนรับปริญญาเอง

อะไรกันนี่! จะว่าไปการศึกษานี่ก็ทำให้เราบ้านแตกเหมือนกันนะ น้องกับเราเรียนกันคนละฟากฝั่งของกรุงเทพฯ ส่วนปะป๋ากับแม่ก็อยู่กันสองคนตายายที่สงขลา คิดถึงจัง อยากกลับบ้านไปดูรูปกับแม่ ❤

ความปรารถนาที่จะดูเฮอร์คิวลิส

ตอนนี้เป็นช่วงว่างของชีวิต เพราะปิดเทอมแล้ว ไม่มีอะไรทำ(และไม่ยอมทำอะไร)
กลับมาอยู่บ้านกับปะป๋าและแม่ สบายใจเป็นที่สุด
น้องก็ล่วงหน้าไปกทม.แล้วเพราะต้องสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย
ว่าง ๆ เช่นนี้ก็เล่นเน็ตสิคะ แต่ว่าเล่นไปเล่นมาก็เบื่อเหมือนกัน
ช่วงแรก ๆ ก็บ้าเห่อภาษาจีน เพราะเพิ่งกลับมาจากเรียนภาษาจีนที่ฮาร์บิน
ก็เลยเอาหนังสือของจิมมี่ เลี่ยวมาอ่านเล่น ตัวหนังสือน้อยดี มีกำลังใจ
อ่านๆจบไปหนึ่งเล่มก็เริ่มเบื่อ เพราะขี้เกียจเปิดดิก
เลยไปคุ้ยเอาหนังสือเก่า ๆ ทีไม่เคยอ่านมาเปิด
อืม..เห็นเล่มนี้พอดี “เทพนิยายและตำนานกรีกโบราณ” ดารณี เมืองมา เรียบเรียง
เออ…ไหน ๆ ก็เป็นเด็กอักษรฯ แม้จะไม่ได้อยู่เอกอิ๊ง แต่อ่านเอาไว้ประดับสมองก็ดี
(เด็กอักษรฯคนอื่นคงเคยอ่านพวกนี้มาเยอะแล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้ริเริ่ม)
อันที่จริงเล่มนี้เคยเปิดอ่านแล้วนะ เมื่อ 2-3 หรือ 3-4 ปีก่อน
รู้สึกอ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ เพราะลืมชื่อตัวละคร
ก็มันเป็นชื่อแนวกรีกที่จำยาก ๆ น่ะนะ อย่างเช่น โพรมิธิอัส เทพีอะโฟรไดต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
พอจำชื่อไม่ได้ อ่านไป ๆ ก็เลยไม่รู้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
และรู้สึกว่าน่าเบื่อ
อ่านได้สองบทก็เลิกล้มไป
คราวนี้ อีก 2-3 หรือ 3-4 ปีต่อมา ก็ลองเอามาอ่านอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าจะยังจำชื่อตัวละครไม่ค่อยได้ก็ตาม (จำได้คนเดียว คือ เทพเจ้าซีอุส)
แต่ปรากฏว่าสนุกดี และค้นพบว่า J.K. Rowling ได้เอาเทพนิยายพวกนี้ใส่ไว้ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแฮร์รี่ พ็อตเตอร์มากมาย
อย่างเช่น หมาสามหัว ในเทพนิยายนี่เฝ้าประตูยมโลก
ส่วนวิธีกล่อมหมาสามหัวก็มาจากการที่ออร์ฟิอุสนักดนตรีที่มีคุณสมบัติคล้ายพระอภัยมณีได้ขับร้องเพลงกล่อมเจ้าหมาสามหัวให้เชื่องนั่นเอง เป็นต้น
และอ่านไปอ่านมาก็เจอตัวละครในการ์ตูนเรื่องเฮอร์คิวลิสเยอะแยะมากมาย
อย่างเช่น เทพที่ฝึกเฮอร์คิวลิสซึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งแพะหนึ่งล่ะ เทพเฮดีสเฝ้ายมโลกอีกหนึ่งล่ะ และเทพีสามองค์ที่คอยปั่นด้ายชีวิต วัดความยาวของชีวิต และตัดด้ายชีวิตอีกหนึ่ง สอง สามล่ะ
ด้วยประการชะนี้ เราก็เลยอยากดูการ์ตูนเฮอร์คิวลิสขึ้นมา และต้องเป็นของ’ทิชชึหนี’ (ดิสนีย์สำเนียงเกาหลี) ด้วยนะ
ก็เลยเซิร์ชเอาจากเว็บไซต์ของจีน อุ๊แม่! มีแต่การ์ตูนเฮอร์คิวลิสของสำนักอื่น ไม่ก็เป็นภาพยนตร์
ไม่ ม่ายยยยยนะ ลูกต้องการของ’ทิชชึหนี’เท่านั้น
โอเค เจอและ มีอยู่แหล่งเดียวเสียด้วย คือ โยวคู่
แต่ประทานโทษเถอะ โหลดนานมาก ตั้งแต่หกโมงยันเที่ยงคืนยังไม่เสร็จ
ข้าพเจ้าก็เลยฆ่าเวลาด้วยการเล่นเมส์ในเฟซบุ๊ค ไปกินข้าวรอบดึก อ่านบล็อกชาวบ้าน ดูละครจีน และพิมพ์บล็อกของตนเอง
จนกระทั่งพิมพ์ถึงบรรทัดนี้ก็ยังไม่เสร็จ
ที่พิมพ์มามากมาย ประเด็นก็คือ
ความคิดของคนเรานี่มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจริง ๆ วันนั้นเราอาจไม่ชอบไอนั่น แต่อีกไม่นานหลังจากนั้นไอ้นั่นอาจกลายเป็นสิ่งที่เราชอบ
และการได้รู้เบื้องหลังของวรรณกรรม หรือการ์ตูน มันก็ทำให้เราได้สัมผัสรสชาติของผลงานเหล่านั้นอย่างเข้าใจมากขึ้น
ก็เหมือนกับการที่เราได้รู้จักใครสักคนเพียงผิวเผินในตอนแรก เราไม่ค่อยสนิทกับเค้าเพราะเรายังไม่รู้จักเค้าดีพอ เรายังไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเค้า
ต่อมาเมื่อได้พูดคุย ได้รู้ถึงปูมหลังชีวิตความเป็นมาของเค้า เราก็จะรู้สึกใกล้ชิดเค้ามากขึ้น เข้าใจเค้ามากขึ้น
อย่างไรก็อย่างนั้น
เอาล่ะ ตอนนี้เฮอร์คิวลิสของเราคงโหลดใกล้จะเสร็จแล้ว
เห็นทีจะต้องจบเรื่องเพียงเท่านี้ เฮ้อ รู้สึกว่าเขียนไร้สาระมาก
แต่ก็ช่างเถอะนะ บล็อกชั้น และชั้นเขียนเพื่อฆ่าเวลา อิอิ
อ้อ ปล.เผื่อใครผ่านมาผ่านไป อยากบอกว่า ว่าง ๆ ลองเอาพวกเทพนิยายหรือตำนานเทพเจ้ากรีกมาอ่านดูนะ คุ้มค่าและสนุก

ฝนตกเดือนเมษา ครื้มอกครื้มใจ ถ่ายรูปดีกว่า ดอกไม้น่ารัก

 
เช้าวันที่ 28 เมษา
ตื่นขึ้นมาก็เห็นฝนตก
ดีจัง…ร้อนนานแล้ว ขอเย็นสักวัน
 
ไม่มีข้าวกิน
เลยต้มไวไวควิกถ้วย รสต้ำยำน้ำพริกเผา
 
ขณะไปหยิบบะหมี่ถ้วย
สายตาก็มองออกไปหน้าบ้าน
ภาพสายฝนกระทบใบไม้ช่างสดใส
ต้นไม้ที่แม่ปลูกไว้หน้าบ้านดูสวยงามกว่าทุกวัน
 
เกิดอารมณ์ครื้มอกครื้มใจ
เลยหยิบกล้องดิจิตอลซัมซุง ธรรมด๊า ธรรมดา
มากดชัตเตอร์มั่ว ๆ ตามประสา
แค่อยากบันทึกภาพเย็น ๆ ไว้ดูในวันที่ร้อน ๆ
ทั้ง ๆ ที่ยังใส่ชุดนอน
เดินกางร่มไปถ่ายหน้าบ้าน
ก็ต้นไม้น่ารักขนาดนี้ ใครจะอดใจไหว
 
 
 
 

ปิดฉากวัยมัธยม

ปิดฉากวัยมัธยม

(แด่เพื่อน ๆ ที่รักของเราทุกคน)

 

          วัยมัธยมของเราจบสิ้นลงแล้วอย่างเกือบจะสมบูรณ์  เหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องไปเกี่ยวข้องกับวัยมัธยม  นั่นคือการไปรับผลการเรียน ม.6 ภาคเรียนที่ 2

 

          ตอนนี้เรายังไม่สำเหนียกถึงการสิ้นสุด สูญเสีย และพลัดพราก  เรายังรู้ดีว่าเราจะต้องเจอเพื่อน ๆ ที่รักและอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นไปอีกระยะหนึ่ง  เราจึงไม่เศร้าอะไรมากมายนักความรู้สึกของเราจะเข้มข้นขึ้นไปตามเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามา

 

          เรายังรู้สึกเหมือนว่าตอนเข้าม.1 ใหม่ ๆ มันเพิ่งผ่านมาไม่นานมานี้เอง  เด็กตัวเล็ก ๆ (ตอนนี้ก็ยังเล็กอยู่)ที่บริสุทธิ์  ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร  ก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียนมัธยมอันกว้างใหญ่  ไร้เพื่อนเก่าจากโรงเรียนเดียวกัน(ที่จะมาอยู่ห้องเดียวกัน)  ทำให้เรารู้สึกโหวงเหวง  เคว้งคว้างเสียเหลือเกิน

 

          ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแปลกแรกที่เราพบคือ การร้องเพลงชาติไทยของเด็กมัธยมกว่า 3 พันคน ไม่ดังไปกว่าเสียงหึ่งของฝูงแมลงบิน  ไอ้เรารึก็แหกปากร้องซะเต็มที่ เพราะตอนอยู่วัยประถมนั้น เราจะร้องเพลงชาติแข่งกันระหว่างเด็กอนุบาลกับเด็กมัธยม  เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกปลื้มกับความน่ารักของเด็กอนุบาล เราเคยมีโอกาสได้ไปยืนใกล้แถวเด็กอนุบาล ไม่มีใครร้องเพลงชาติถูกทั้งเพลงเลย ถึงกระนั้นน้อง ๆ ก็ร้องอย่างมุ่งมั่น ด้วยสีหน้าที่แน่วแน่ กับน้ำเสียงที่มั่นใจ เป็นภาพที่น่ารักจนวันนี้เรายังไม่ลืม

 

          ต่อมาคือการเรียน โรงเรียนวรนารีเฉลิมของเรานั้น ก็อย่างที่รู้ว่าไม่มีห้องเรียนประจำ  เปลี่ยนคาบทีก็เปลี่ยนห้องที  แล้วตารางสอนก็เขียนอะไรไม่รู้ 442, 261 มันคืออะไรเหรอ ดังนั้นวันแรกของการเรียนเด็กม.1/2 กลุ่มหนึ่งก็เดินไปห้องเรียนที่เคยมาปฐมนิเทศ  ไปเถียงกับพี่ม.อื่นที่อยู่ในห้องนั้นอยู่แล้ว ว่าน้องเรียนห้องนี้ค่ะ พี่เค้าก็เอาตารางสอนเรามาดู แล้วก็สอนวิธีอ่านตารางสอน อ๋อ…ทีนี้พวกเราก็ถึงบางอ้อสิคะ เนื่องจากต้องเปลี่ยนห้องบ่อย เราก็ไม่มีที่นั่งประจำ โหยย…ดังนั้นเวลาเปลี่ยนคาบก็สนุกสนานมาก  พอออดดัง  เราก็รีบเก็บของและเตรียมวิ่งมาราธอน แย่งที่นั่งด้านหน้ากันเหมือนฝูงช้างตกมันหลุดออกมาจากคอก(แต่ม.ปลาย เหอะ ๆ ไม่มีอย่างนี้หรอก)  แต่ตอนม.1 เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเด็กแย่งที่นั่งด้านหน้าหรอกนะ  เราได้นั่งหลังประจำ

 

          อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ ผลการเรียน ตอนประถมไม่เคยรู้จักคำว่าเกรดเฉลี่ยเล้ยย..ให้ตาย  รู้จักแต่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่อื่นเราไม่รู้นะ แต่รร.กลับเพชรศึกษาของเรา คิดคะแนนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์  ได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ค่อยสนใจหรอก สนใจแต่ว่าเทอมนี้เราจะได้ที่เท่าไหร่  ขอโม้หน่อยดิ  เราไม่เคยได้ที่เป็นเลข 2 ตัวเลย  ยกเว้นมีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ที่ 10 แหม..ทำเสียใจยังกะจะไปผูกคอตาย  ตอนเด็กก็คิดได้เท่านี้  อยากได้ที่ 1 ที่ 2 แต่ไม่รู้หรอกว่าไอ้ที่ได้นะ  เค้าเรียกว่าเรียนเก่งหรือไม่เก่ง  พอเข้าม.1 ก็ อ๋อ..เค้าคิดเกรดกันอย่างนี้  เทอมแรกมาได้เกรด 3.6 กว่าๆ ดีใจว่าได้เยอะ  ก็ตอนนั้นยังไม่รู้จักเรื่องการแข่งกันเรียน เกรดเฉลี่ยควรสะสมเอาไว้เยอะ ๆ  ยังไม่รู้เทคนิคการเรียนให้ได้เกรดดี ๆ หรอก  ได้เท่านั้นก็พอใจ  แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ ว่าคนเรามันรู้จักพอซะที่ไหน  พอเห็นเพื่อนได้เกรดเยอะ ๆ เออ… แล้วทำไมฉันได้เท่านี้  ไม่ได้การและ  ต้องรีบเปลี่ยนวิธีเรียนใหม่  ตอนแรก ๆ เวลาอาจารย์สั่งงานก็ไม่ได้ตั้งใจทำทุกชิ้น ตั้งใจทำเฉพาะงานหรือวิชาที่ชอบ  ทีนี้พอโตขึ้นเริ่มรู้วิธี ใครที่อยากได้เกรดเยอะ ๆ ไม่ยากเลยนะ  ไม่ต้องใช้สมองมากก็ได้เกรดเยอะได้  แต่ต้องมีความขยันมาเป็นอันดับแรก  ง่าย ๆ เลย คือ งานทุกชิ้นที่อาจารย์สั่ง (เน้นว่าทุกชิ้นทุกวิชา) ต้องทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ หมายถึงตั้งใจทำน่ะ  ให้อาจารย์เขาเห็นถึงความตั้งใจของเรา  ถ้างานออกมาดีคะแนนเก็บก็เยอะ  ทีนี้ก็เหลือแค่ใช้หมองอีกนิดหน่อยในการสอบ  คะแนนเก็บเนี่ยช่วยเราได้เยอะจริง ๆ

 

          ชีวิตม.ต้น ยังไม่ลึกซึ้งกับคำว่าเพื่อน  ก็ยังเด็กอยู่น่ะ  แต่ก็รู้จักความผูกพันนะ  เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้อยู่ห้องดี ๆ ทั้งม.ต้น( ทับ 2) และม.ปลาย(ทับ 7)  เพื่อน ๆ รักใคร่กันดีไม่มีแตกแยก  ตอนม.ต้นก็มีเพื่อนรัก  ที่พอขึ้นม.ปลายแล้วก็รักกันอยู่เหมือนเดิม (ใช่มั้ยจ้ะ วิ กอย ใหม่ ปอ โอ้ต เก๋ กิ๊ฟ ดู่ และอีกหลายคนที่มิได้เอ่ยนามและไม่ได้นับรวมพวกที่อยู่ห้องเดียวกันตอนม.ปลาย)

 

          คำว่าเพื่อนมันมาลึกซึ้งก็ตอนม.ปลายนี่แหละ  เราสนิทกันรวดเร็ว  อาจเพราะส่วนใหญ่เด็กห้องเราเป็นเด็กวร. เก่า ใช่ว่าเด็กเก่าจะรูจักกันหมดนะ  บางคนเห็นหน้ากันมานมนาน ไม่เคยได้คุย  ก็มาคุยกันตอนนี้แหละ(เนอะ กลุ่มพี่แฝด กลุ่มมด กะเด็กห้อง 6 เก่าทุกคน)  บางคนก็อยู่ห้องเดียวกันแต่ไม่สนิทกันเล้ยยย ก็มาสนิทกันตอนม.ปลาย (ใช่มั้ยจ้ะ? กลุ่มข้าว มัทนา) โชคดีที่ตอนม.ปลาย  เราไม่เคว้งคว้างเหมือนตอนม.1  เรามีคนมาจองตัวตั้งแต่ม.3 แน่ะ  คนนั้นมิใช่ใคร  ก็เก๋  แม่หมอชบาแห่งหนำเตาหลวงไง เรายังจำได้นะ ตอนม.3 เก๋บอกเราว่า ดิว ม.ปลายดิวเรียนศิลป์-คำนวณใช่มั้ย  งั้นเรานั่งกับดิวนะเราก็ตอบ จ่ะดูเรียบร้อยเนอะ

 

          สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่รู้  เราจะบอกให้ว่าตอนม.ต้น เราโ- ตรจะเรียบร้อยเลย  พูดก็เบ๊า  เบา (ตอนนี้ก็ยังเบานะ  แต่มันก็ดังขึ้นง่ะ)  ความมั่นใจแทบจะเป็นศูนย์  เวลารายงานหน้าชั้น โอ้โห…ตื่นเต้น  ตัวสั่นเชียว  และไม่กล้าทักทายใครก่อน (เพราะกลัวเค้าจะไม่ทักกลับ)  จริง ๆ นะ  เราสามารถนั่งข้าง ๆ กับเพื่อนที่ไม่รู้จักได้นานมากโดยไม่พูดกันได้เป็นชั่วโมง แม้จะอึดอัดแค่ไหน เราก็ไม่พู๊ด ไม่พูด  ถ้าจะพูด  ต้องให้เค้าพูดก่อน (นิสัยนี้ปุยรู้ดี)  แล้วก็ไม่เคยกล้าด่าใครเลย ได้แต่บ่นอุ๊บอิ๊บมุบมิบ ตะลิบติ๊บติ๊บ อยู่คนเดียว(ขนาดขอช่วยให้พี่ในห้องสมุดเปิดพัดลมให้ยังไม่กล้าขอเขาเล้ยยย)

 

          กับเก๋  ตอนนั้นเราก็เรียบร้อยมาก  เรารู้สึกว่าเก๋จะชวนเราคุยมากกว่าอีก (แต่อย่าเอามาเทียบกับปัจจุบันนี้ล่ะ)  แต่วันเวลา และประสบการณ์ชีวิตทำให้เราเปลี่ยนไป  เราคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีนะ(รึปล่าว?)   คือ เรากล้าแสดงออกมากขึ้น  เวลาพูดหน้าชั้นก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว  อาจเป็นเพราะเพื่อน ๆ ที่ตั้งใจฟังและไม่หัวเราะเยาะเย้ยด้วยก็ได้  แล้วเราก็กล้าแสดงออกมากขึ้นเรื่อย ๆ  (อาจเพราะตอนม.ต้นแบบว่าเก็บกดมาเยอะ)  สิ่งนี้ทำให้เราได้รู้จักเพื่อน ๆ ทั่วทั้งห้อง  และสนิทกับเพื่อน ๆ เกือบทุกกลุ่มเลย  โดยเฉพาะกลุ่มแฝด กลุ่มข้าว กลุ่มมัทนา  กลุ่มมด  กลุ่มปู กลุ่มวิว  กลุ่มนัท  กลุ่มพวกผู้ชาย  (เอ๊ะ! รู้สึกว่าครบทั้งห้องแล้วนะ) อีกอย่างมันทำให้เราได้รู้จักกับคนใกล้ตัวที่เราไม่เคยมองเห็นเลย  อย่างเช่นเพียงแพร  เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเพียงแพรเคยอยู่แฟลตที่ใกล้กับบ้านเรา  แฟลตนั้นมันอยู่ใกล้กับบ้านเรามาก ห่างกันประมาณ 200 เมตรเอง  เพิ่งมารู้ก็ตอนม.6 เทอม 2 เดือนสุดท้ายของการเรียน  โอ…นี่ถ้าเราไม่ไปนั่งคุยกันเรื่องbanana ในห้องสมุดตอนนั้น  เราคงไม่รู้หรอกนะนี่ (55+ กินกล้วยนี่ก็มีประโยชน์เนอะ)  นอกจากนั้นความกล้าแสดงออกนี้ยังทำให้ละครห้องของเราราบรื่น  และการไปโย่ ๆ หน้าเวทีคอนเสิร์ตและงานปัจฉิมลื่นไหล  พลิ้วเชียวววว…  5555+  ตอนนี้เพื่อน ๆ ก็คงได้เห็นลีลาการเต้นที่แสนทุเรศ  ทุรัง  เหมือนหนูโดนยาพิษดิ้นกะแด่วของเราแล้วนะ  ก็ถือซะว่าได้ดูของแปลกก่อนจากกันก็แล้วกัน

 

          พูดถึงละครห้อง เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีวันลืม  มันครบทุกรสชาติจริง ๆ นะ  ทั้งกดดันสุดขีด  สนุกสุด ๆ  สนิทมาก ๆ  เหนื่อยโคตร ๆ  เครียดอย่างแรง  และพอตอนละครจบ  โอ… ปลดปล่อยยยย   เพื่อน ๆ คงจะเห็นด้วยกับเราเนอะ 

          ก็ไม่ให้กดดันได้ไง พี่รหัสทำผลงานไว้ดีม๊ากกก 

          ไม่สนุกได้ไง ก็ตอนที่เราร่วมกันทำฉาก  กินหนมปังทาแยม/นมข้นที่ไก่กะเจนซื้อมาให้ ตอนเราร้องเพลงกัน  ตอนเราซ้อมละครกัน  ตอนเราไปร้องเกะกัน ฮันแน่

          ไม่สนิทได้ไง ก็มาซ้อมบท มาทำฉาก  เจอหน้ากันทุกวัน  ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตอนที่เราร่วมทุกข์ร่วมสุข (ร่วมแชร์ตังค์ห้อง)กัน

          ไม่เหนื่อยได้ไง  ไหนจะต้องจัดการเรื่องบท เรื่องการแสดง เรื่องฉาก กำกับแสง เสียง  และที่เหนื่อยยาวนานคือวิ่งแก้บน (แต่ละคน วิ่งจนลิ้นห้อยเชียว)

          ไม่เครียดได้ไง  ไหนจะตื่นเต้นที่เวลาจะแสดงมันใกล้เข้ามา  การซ้อมก็ไม่เคยจะซ้อมจบเล้ย แล้วตอนใกล้จะถึงวันที่แสดง  นางเอกของเรากลับเป็นลมล้มพับ เจ็บป่วยซะงั้น และเหมือนพระเจ้าจอร์จจะซ้ำเติม คอมดันเสียวันที่แสดง!!!!(นั่นคือที่มาของการวิ่งแก้บน)  โอ้โห…เหตุการณ์เหล่านี้คือจุดพี้ค  ของความเครียดที่ประดังเข้ามาเลย

          ไม่ให้ปลดปล่อยได้ไง  แม้หน้าฉากจะ(ดู)สวยงามแต่หลังฉากดิ  วิ่งวุ่นหัวหมุนมาก  (โดยเฉพาะมัทนามัวแต่จัดการให้คนอื่น พอถึงตัวเอง เกือบลืม) และต้องชื่นชมนักแสดงของเราที่ไหวพริบปฏิภาณดี  คิดบทสด โหย ทำไปได้ (ใช่มั้ยจ้ะ  วิว  เออ เอ่อ เอ้อ เอ๊อ เอ๋อ)  แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคล้านแปด  แต่ท้ายที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้อย่างหวุดหวิด และจบลงอย่างน่าพอใจ  ตอนจบของการแสดงเราจึงใส่กันเต็มที่บนเวที  ราวกับจะบอกว่า  รอดแล้วโว้ย มันจบแล้ว!!”  

 

          อืม ใช่ มันจบแล้ว ชีวิตม.ปลาย ของพวกเรา 6/7 อุลตร้าเซเว่นมันกำลังจะจบลงแล้ว 

          ไม่มีอีกแล้วที่จะไปเลี้ยงฉลองกันริมทะเล

          ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้ใส่ชุดมาปลายปักจุดสีม่วง กับชุดพละ

          ไม่มีอีกแล้วที่เราจะมาประชุมเพื่อปรึกษาเรื่องต่าง ๆ

          ไม่มีอีกแล้วที่เรามาวิ่งแก้บน

          ไม่มีอีกแล้วที่นัดกันไปถวายบังคมพระพันวัสสา

          ไม่มีอีกแล้วที่จะนัดกันไปกราบอาจารย์ที่ปรึกษา

          ไม่มีอีกแล้วความเครียดที่จะต้องสอบวิชาคณิตของป้าเตียง

          ไม่มีอีกแล้วที่จะแอบหลับในคาบของอ.พรรณี (อาจจะยกเว้นเป็ดที่หลับทุกคาบ)

          ไม่มีอีกแล้วที่จะมานั่งกังวลเรื่องงานฝีมือของอาจารย์รัตนา

          ไม่มีอีกแล้วที่จะใจหายใจคว่ำเวลาสอบคณิตของอาจารย์อนงค์

          ไม่มีอีกแล้วกับการเลือนสอบวิชาภาษาไทยของอ.ป้านิต

          ไม่มีอีกแล้วกับการเจอลุงโรจน์ที่สอนแฮนด์บอลเรา และคือผู้ริเริ่มเรียกเราว่าน้อง(อย่างแพร่หลาย)

          ไม่มีอีกแล้วกับการสอบคณิตอย่างเร่งด่วนของอ.สุวรรณา

          ไม่มีอีกแล้วกับลำดับอนุกรมของอ.สุพรรณีที่ไม่เคยเป็นลำดับ

          ไม่มีอีกแล้วกับการอ่านรีดดิ้งที่ไม่มีวันหมดของอ.สมยศ

ไม่มีอีกแล้วกับการเฉลยแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษที่ไม่มีวันจบของอ.ถมยา (จนบัดนี้เฉลยของไรติ้ง อบิลิตี้ก็ยังคงเป็นปริศนา)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนสังคมกับพ่อชาญ

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เข้าห้องสมุดไปสวัสดีแม่เพ็ญ กับพี่หนุ่ย

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ฟังเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนพม่าของอ.อรุณวรรณ

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ไปเยี่ยมอ.วรรณาที่ห้องทะเบียน

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนวิชาอิรัก-อเมริกาวิทยากับพ่อเขยเหมียว(อ.นิโรจน์)

ไม่มีอีกแล้วที่เค้าจะได้เห็นตัวหัวหมุนอยู่แถวห้องสมุดนะวิ

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้แกล้งเก๋

ไม่มีอีกแล้วที่ปุยจะมาหยิกแก้มเรา

ไม่มีอีกแล้วที่จะไปนั่งร่วมวงฟังกลุ่มพี่แฝด(ซึ่งมีพี่ฟิล์ม พี่เฟิร์น พี่ปิ พี่เหมียว พี่เจน แม่หงส์ และ)นินทาคนอื่น (และเราก็ร่วมแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เบียนกลุ่มข้าว (ซึ่งมีข้าว ปอย ปุ๋ย ธิว เป็ด เตย)  และฟังกลุ่มข้าวเบียนเรา (อ๊าย 6 รุม 1)

ไม่มีอีกแล้วที่จะไปร่วมวงกินหนมกับกลุ่มมัทนา(ซึ่งมี มัทนา-หัวหน้าจอมโหด เป้,ฟาง คู่หู คู่ฮา  ข่า-ตัวเล็กน่ารัก หมิว-ลูกญี่ปุ่น และเพียงแพร-นังพญาลิงขี้บ่น หน้าเลือด) โดยเฉพาะกินขนมกล้วยกับเพียงแพร ฮา~

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้คุยเรื่องหนังเกาหลีกะกลุ่มอิง ซึ่งมีมดผู้ชอบหนมไม้ขีด และมีงานอดิเรกเป็นแม่ราหู  และหลิงนักออกแบบเล็บเป็นสมาชิก

ไม่มีอีกแล้วเสียงพี่เอ็มที่ร้องเพลง 1479 เลขล๊อก และลีลาการเต้นอันเร่าร้อน

ไม่มีแล้วกลุ่มปู ซึ่งมี เกศ ตาล และไก่คอยเอ็นดูเรา  คอยให้อาหารเรา (เอ๊ะ! ใช้ภาษาแปลก ๆ ว่ามั้ย?)

ไม่มีแล้วกลุ่มวิวที่ไปวิ่งกับเต้นแอโรบิคกับเราที่สนามติณ ซึ่งมีวิว-แหบสเน่ห์  ทราย-ผู้ชายในร่างหญิง ปุ๋ย วงวรรณ- สาว(ดำ)หวาน และเล็ก-กิ๊กเราเอง

ไม่มีแล้วกลุ่มนัทที่จะมาแต่งสวยให้เราดู ซึ่งมีนัท-สาวมั่น บุ๋ม-สาวสวย ปุ๋ย  อาร์ ซันมา

ไม่มีแล้วที่จะเห็นตั๋งแอบคุยโทรศัพท์กับสาวs (เติม s แสดงความเป็นพหูพจน์)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นซีเขินอาย โดนพี่โบว์(ปิยภรณ์) แทะโลม

ไม่มีอีกแล้วที่จะเห็นนังไกด์นั่งเหม่ออยู่ใต้อาคาร 2 (รอหารายได้พิเศษแถวนั้น)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นโอ้ดโรคจิตเดินท่าเหมือนคิงคองหลงคอก เที่ยวถ่ายรูป

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นกอย ใหม่ กิ๊ฟ พี่วริฏหาอาหารกินในโรงอาหาร (เอ๊ะ! ใช้ภาษาแหลก ๆ อีกแล้ว)

ไม่มีอีกแล้วที่จะเห็นคนที่เคยเรียกเราในชื่อที่เราไม่ชอบ แต่เค้าบอกว่าชื่อนี้น่ารักดี (สิวเธอเยอะอีกแล้วนะ แซวเล่น ๆ)

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้เดินหลบหน้าบันดิต (ขอโทษนะ  ท้ายที่สุดเราก็ไม่ได้ขายตั๋วให้)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ต่อแถว ทุ่งนิ้วบนสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า เครื่องสแกนลายนิ้วมือ

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้เห็นโครงหลังคาสุวรรณภูมิ 2

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ชื่นชมดอกทานตะวันแสนสวย  แต่ไม่เคยให้ร่มเงา

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนในอาคาร 3 ,1 ,2 ,5,4 , ห้องคหกรรม และสนามกีฬา

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ฝากของที่ป้อมยาม ห้องประชาสัมพันธ์ เยี่ยมห้องปกครอง

ไม่มีอีกแล้วชีวิตวัยมัธยมอันแสนสนุก

และไม่มีแล้วสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่เราไม่สามารถบรรยายได้หมด

ถึงแม้จะมี ไม่มีอีกแล้วอีกหลายอย่าง  ใช่…วันวานเหล่านั้นเราไม่สามารถกู้มันคืนได้  แต่เราสามารถเก็บมันไว้ได้ในซอกรอยหยักสมอง  ที่ซ้อนทับกันไม่รู้กี่ชั้น  กลายเป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้  เหมือนเอาหนังสือใส่กล่อง  เราไม่มีเวลามานั่งอ่านมันทุกวัน  แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งมันไป  มันเพียงแต่นอนก้นอยู่อย่างนั้น  รอเวลาที่เจ้าของมันจะนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาเปิดมันออกอ่านอีกครั้ง  ก็เหมือนกับเราที่คงไม่คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกวันหรอก  แต่บางทีที่อารมณ์มันอยากนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ เรื่องราวเหล่านั้นก็คงถูกดึงออกมาจากซอกสมองออกมาฉายวนอยู่ในหัว  พอถึงวันนั้นเพื่อน ๆ คงจะจามวันละหลายหน เพราะได้รับความคิดถึงจากเรา

 

เรื่องราวเหล่านี้ที่เราเคยร่วมเดินผ่านกันมา  เราคงจำมันได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เราก็ไม่มีวันลืมหรอกนะ  เพราะสิ่งเหล่านี้มันได้ประทับลงในหัวใจน้อย ๆ ของเราแล้ว  ถึงแม้บางทีกว่าจะนึกออกก็ต้องออกแรงเคาะสมองกันหน่อยก็ตาม  แต่ถึงอย่างไร ความเป็นเพื่อนของพวกเราก็ไม่มีวันจางหายใช่ไหม  สักวันเราคงได้พบกันอีก  อาจจะบนทางม้าลายขณะข้ามถนน  ในตลาดขณะซื้อผลไม้  ในซุปเปอร์มาร์เก็ตขณะซื้อผ้าอ้อมให้ลูก  หรือในสวนสาธารณะขณะรำไทเก๊กของชมรมคนชรา  ถึงวันนั้นแล้วก็อย่าได้เขินอายที่จะทักทายเรานะ  ตะโกนเรียกเราดัง ๆ เลย  แล้วเราจะหันขวับไปทันทีพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ๆ อิอิ (และอย่าเสียใจล่ะ  ถ้าเราจำชื่อเธอไม่ได้  โปรดยกโทษให้กับความจำอันไร้สมรรถภาพของเรา)

 

สิ่งที่เราหวังอย่างยิ่งคือ อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนมีความสุข และมีความเข้มแข็งที่จะต้อสู้ไปบนหนทางชีวิตที่ทั้งสวยงามและโหดร้าย  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามจงเข้มแข็งเอาไว้นะ

 

และสุดท้าย  ขอพูดคำนี้จากส่วนลึกของหัวใจว่า เรารักเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างจริงใจ  แล้วเราจะระลึกถึงและเป็นห่วงเป็นใยพวกเธอตลอดไป  ไม่ว่าเธอจะยืนอยู่ที่ใดบนโลกกลม ๆ ใบนี้ก็ตาม         

     

Translation of Goodbye and more

 

Good bye – – Air supply

 

ฟังได้ที่ http://imusic.teenee.com/2/frame/314.php 

 

I can see the pain living in your eyes

ฉันเห็นความเจ็บปวดอยู่ในดวงตาเธอ
And I know how hard you try

และฉันก็รู้ว่าเธอพยายามมากแค่ไหน
You deserve to have so much more

เธอสมควรจะรับมากกว่านั้น
I can feel your heart and I sympathize

ฉันสัมผัสได้ถึงจิตใจของเธอและฉันก็เห็นใจ
And Ill never criticize all you’ve ever meant to my life
และฉันไม่เคยได้คิดเลยว่าเธอมีความหมายกับฉันมากแค่ไหน


(Chorus)
I don’t want to let you down

ฉันไม่อยากจะทำให้เธอผิดหวัง
I don’t want to lead you on

ฉันไม่อยากจะนำหน้าเธอไป
I don’t want to hold you back

และฉันไม่อยากจะรั้งเธอกลับมา
From where you might belong

จากที่ที่เธอควรอยู่

You would never ask me why

เธอคงจะไม่ถามถามฉันว่าทำไม
My heart is so disguised

ใจของฉันถึงได้ซ่อนเร้นนัก
I just cant live a lie anymore

ฉันแค่ไม่อยากจะหลอกตัวเองอีกต่อไป
I would rather hurt myself

นยอมทำร้ายตัวเองเสียดีกว่า
Than to ever make you cry

ทำให้เธอร้องไห้อีก
There’s nothing left to say but good-bye

ไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากเอ่ยคำอำลา

 


You deserve the chance at the kind of love

เธอสมควรได้รับโอกาสที่จะมีรักแบบนั้น
I’m not sure I’m worthy of

แต่ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะมีค่าพอสำหรับมัน
Losing you is painful to me

การสูญเสียเธอคือความเจ็บปวดของฉัน

 

ซ้ำ Chorus

(chorus) you would never ask me why

เธอคงจะไม่ถามฉันว่าทำไม
My heart is so disguised

ใจของฉันถึงซ่อนเร้นนัก
I just cant live a lie anymore

ฉันแค่ไม่อยากจะหลอกตัวเองอีกต่อไป
I would rather hurt myself

ฉันยอมทำร้ายตัวเองเสียดีกว่า
Than to ever make you cry

ทำให้เธอร้องไห้อีก
Theres nothing left to try

ไม่ต้องพยายามอีกต่อไป
Though its gonna hurt us both

คิดว่ามันคงจะทำให้เราทั้งคู่เจ็บปวด
There’s no other way than to say good-bye

แต่มันไม่มีทางอื่นนอกจากเอ่ยคำลา

Translation of Ultimate

 

ใกล้จะถึงวันที่ห้องเราต้องแสดงละครภาอังกฤษกันแล้วนะ

กังวลจังเลย  กลัวน้องเค้าจะดูไม่รู้เรื่อง

การจะเขียนบทให้คนดูเข้าใจเนี่ย ไม่ง่ายเลยจริง ๆ นะ

อยากให้คนดู ชมทั้งภาพ และเสียง

และเข้าใจเนื้อเรื่องด้วย  ยังไงก็ต้องพยายามกันต่อไป

 

ห้องเราแสดงเรื่อง Freaky Firday

ไม่รู้ตัดสินใจถูกรึป่าว ที่เลือกเรื่องนี้

บทเด่นก็มี 2 แม่-ลูก Tess กะ Anna เนี่ยแหละ

บทอื้อเลย สงสารเพื่อนที่เค้าแสดง คงจะเครียดน่าดู

สู้ ๆ นะ ปุย กับ หงส์ และนักแสดง อีกหลายร้อยชีวิต (เว่อร์ไป)

มัทนา ข่า และเพื่อน ๆ เพียรพยายามทำฉากกันต่อไปนะ

เหนื่อยหน่อย ก็ต้องทน เพื่อความสำเร็จของพวกเรา

 

เราเป็นน้องของนางเอก บทไม่เยอะหรอก acting มากกว่า

เอาเข้าจริงจะกล้าทำ Jake ooh Jake มั้ยเนี่ย ไม่เป็นไร ยังมีแก๊งส์เด็กร่วมก๊วน

ไม่ว่าผลมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ห้องเราก็ทำกันอย่างเต็มที่

สู้ ๆ นะ 6/7 อย่าทำให้รุ่นพี่ผิดหวัง

 

19 ธ.ค. 49 นี้ จะได้รู้กันล่ะว่าจะเป็นอย่างไร วะฮะฮ่า

 

เพลงประกอบเรื่องนี้ มันส์ดี ก็เลยลองแปลดู

ถ้าแค้กเข้ามาดูล่ะก็ อย่าลืมมาเม้นต์ด้วยนะ ตัวต้องร้องเพลงนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ

เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะแปล take me away ด้วย

อาจจะแปลผิดบ้าง ก็ขอโทษด้วยนะคะ ชี้แนะได้ แต่หวังว่าอ่านแล้วพอจะเข้าใจเนื้อเพลงคร่าว ๆ แหละเนาะ

 

Ultimate — Lindsay Lohand (Ost.Freaky Friday)

 

You’re the kind of friend who always bends when I’m broken
like remember when
You took my heart and put it back together again

I’ve been wasting time with clueless guys
But now it’s over
Let me tell you why
I’m through
I’ve got someone new
Who’s just like u

* You’re it
You’re the ultimate
It’s automatic.
I’m sure of it
No lies
So don’t even try
To tell me that you’re not the guy
Cuz I’ve been waiting all my life
For someone just like you
But you’re it
You’re the ultimate you.

You’re the kind of guy who’s hands in mine send shivers up and down my spine
You took my heart and put it back together again

You’re the kind of guy that blows my mind
But now it’s my turn
You’ve been right in front of me
Everything I need
Why didn’t I see

repeat *

[Guitar Playing]

You’re it
You’re the ultimate
It’s automatic
I’m sure of it
No lies
So don’t even try
To tell me that you’re not the guy
You’re it
You’re the ultimate
It’s Automatic.
I’m sure of it
No lies
So don’t even try
To tell me that you’re not the guy
Cuz I’ve been waiting all my life
For someone just like you
But you’re it
You’re the ultimate you
You’re it
You’re the ultimate you…

 

เธอคือที่สุด — ลินเซย์ โลแฮนด์ (ประกอบภาพยนตร์ ศุกร์สยอง สองรุ่นสลับร่าง)

น้องดิว — แปล

 

เธอเป็นเพื่อนที่ยอมให้ฉันได้เสมอ

เมื่อฉันเหมือนแตกเป็นเสี่ยง ๆ

ทุกครั้งที่ฉันจำได้

เธอจะเอาหัวใจของฉันมาต่อกันให้เหมือนเดิมอีกครั้ง

 

ฉันเคยเสียเวลาไปกับคนที่ไม่เอาไหน

แต่ตอนนี้มันจบไปแล้ว ให้ฉันบอกเถอะว่าทำไมฉันถึงผ่านมันมาได้

เพราะฉันมีคนใหม่ที่คล้าย ๆ เธอ

 

ก็เธอนั่นแหละ เธอคือที่สุดของฉัน

รับรู้ได้ทันใด และฉันก็มั่นใจ

ไม่ได้โกหก แล้วก็อย่าพยายามบอกฉันเลยว่าเธอไม่ใช่คนนั้น

เพราะฉันนั้นเฝ้ารอมาทั้งชีวิต

เพื่อใครสักคนที่เหมือนเธอ ก็เธอนั่นแหละ

เธอเป็นที่สุด ก็เธอนั่นไง

 

เธอเป็นคนที่เข้ามาช่วยฉัน ส่งความหนาวสั่นไปทั่วกระดูกสันหลัง

เธอเอาหัวใจของฉันมาต่อกันให้เหมือนเดิมอีกครั้ง

 

เธอเป็นคนที่มาเปลี่ยนความคิดฉันเสียใหม่

และตอนนี้ถึงตาฉันแล้ว เธออยู่ตรงหน้าฉันตลอด

ทุก ๆ สิ่งที่ฉันต้องการ ทำไมฉันถึงไม่เคยมองเห็นมันเลย

 

ซ้ำ *

 

(เสียงกีตาร์)

 

ก็เธอนั่นแหละ เธอคือที่สุดของฉัน

รับรู้ได้ทันใด และฉันก็มั่นใจ

ไม่ได้โกหก แล้วก็อย่าพยายามบอกฉันเลยว่าเธอไม่ใช่คนนั้น

ก็เธอนั่นแหละ เธอคือที่สุดของฉัน

รับรู้ได้ทันใด และฉันก็มั่นใจ

ไม่ได้โกหก แล้วก็อย่าพยายามบอกฉันเลยว่าเธอไม่ใช่คนนั้น

เพราะฉันนั้นเฝ้ารอมาทั้งชีวิต

เพื่อใครสักคนที่เหมือนเธอ ก็เธอนั่นแหละ

เธอคือที่สุด ก็เธอไง…

เธอคือที่สุด ก็เธอไง…

 

Take me away — Christina Vidal

Yeah,Yeah

Get up, Get out
Move on, move on there’s no doubt
I’m all wrong, you’re right
It’s all the same with you
I’m too thin, too fat
You ask why
So why,
So why,
So why,
So why

On and on,
And on and on,
On and on,
And on and on,

[Chorus]
Don’t want to grow up
I want to get out
Hey, take me away
I want to shout out
Take me away,
Away,
Away,
Away,
Away,

Round and round here we go again
Same old start, same old end
Turn my head
And turn back again
Same old stuff never ends
Do this, do that
Can’t deal Can’t deal with that
I tune in, tune out
I’ve heard it all before
Hello, goodbye
Never asking me why,
Goodbye,
Goodbye,
Goodbye,

On and on,
And on and on,
On and on,
And on and on,

[Chorus]
Don’t want to grow up
I want to get out
Hey, take me away
I want to shout out
Take me away,
Away, Away, Away,Away,

[Chorus Repeat 2x]

Round and round here we go again
Same old story, same old end
Turn my head
And turn back again
Same old stuff never ends

 

 

พาฉันไปที คริสติน่า ไวดอล (ประกอบภาพยนตร์ ศุกร์สยอง สองรุ่นสลับร่าง)

เย เย

ตื่นเถอะ ไปเถอะ

เราเป็นที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

ฉันผิด เธอถูก

เป็นอย่างนี้ประจำ

ฉันอวบไป อ้วนไป เธอก็เลยอดนั่งขัดสมาธิ

แล้วไง แล้วไง แล้วไง แล้วไงล่ะ

 

* ไปต่อไป และไปต่อไป

ไปต่อไป และไปต่อไป

 

# ไม่อยากจะโตเลย อยากไปให้พ้น ๆ

เฮ่ พาฉันออกไปทีเถอะ

ฉันอยากจะร้องให้ดัง ๆ เอาฉันออกไป

ออกไป ออกไป ออกไป ออกไป

 

@ หมุนไปและวนไป เรากลับมาที่เดิมอีกแล้ว

เริ่มที่เดิม จบที่เดิม

หันไป และหันกลับมาอีก

เรื่องซ้ำซาก ไม่เคยจบสิ้น 

 

ทำนี่ ทำนั่น

ทำอะไรไม่ได้ จัดการกับมันไม่ได้

ฉันจูนไป จูนมา

ฉันฟังมันมาหมดแล้ว

หวัดดี,ลาก่อน แต่ไม่เคยถามฉันเลยว่าทำไม

ลาก่อน ลาก่อน ลาก่อน

 

ซ้ำ *,#

ซ้ำ # 2 ครั้ง

ซ้ำ @

 

กลอนมัธยมของกวีมัธยม

 
กลอนเหล่านี้เราแต่งตอนเรียนวิชาการประพันธ์ ท40218 กับอ.มัลลิกา อนันตพันธ์ เมื่อตอนม.6 เทอม 1 ปี 49
 
ก็ไม่อยากจะทิ้งนะ เสียดาย เพราะบางกลอนเราก็ชอบ เลยเก็บรวบรวมไว้ที่นี่ดีกว่า
 
 
 
1.แต่งกลอนอะไรก็ได้ (ปฐมนิเทศน์ + ลองภูมิ ๆ)
 
                                   แต่ก่อนนั้นเมื่อเมียงมองไปบนฟ้า    ก็เห็นแสงจันทราดาราฉาย
                             แต่บัดนี้แสงนั้นกลับวอดวาย               ปรากฏกลายเป็นหมอกควันจากจักรยนตร์
 
2.กลอนหก (แต่งคู่กับเก๋ หัวข้อ"ป่าไม้")
     ป่าไม้ที่หายไป
                                          เมื่อมองย้อนไปสมัยก่อน     ทั่วนครสีเขียนวสดใส
                                      ต้นไม้แตกดอกออกใบ            สิ่งไหนอยากได้ใคร่มี
                                          บัดนี้ผืนป่าสมบูรณ์            กลับสูญสิ้นไปทุกที่
                                      ปั่นป่วนทั่วทั้งปัถพี                มนุษย์นี้คือผู้ทำลาย
 
3.กลอนแปด (หัวข้อ"ฝน")
                                                                        อดทนวันฝนพรำ
                                     อดทนรอสายฝนที่กระหน่ำ       อดทนรอความแฉะฉ่ำให้จางหาย
                              อดทนรอความเปียกชื้นให้ละลาย       เมื่อแดดฉายคงคุ้มค่าการรอคอย
ปล.ชอบอันนี้แหละ อิอิ
 
4.กาพย์ยานี 11 (หัวข้อ"ตัวฉันเอง")
                                               ผิวเหลืองใส่แว่นตา    ผมหน้าม้าอารมณ์ขัน
                                           ชื่อว่าลีลาวันต์             คือตัวฉันมิใช่ใคร
                                               พ่อแม่ก็ค้าขาย         หารายได้เอาไว้ใช้
                                           สั่งลูกเรียนตามวัย          สองคนได้ก้าวไกลกัน
                                               อายุสิบเจ็ดปี           ถึงนาทีวิ่งตามฝัน
                                           ติวสอบแอดมิชชั่น         อักษรศาสตร์ไม่พลาดเอย
 
5.กลอนแปด (หัวข้อ"60 ปี")
                                       หกสิบปีแล้วหนอโอ้ชีวิต                 ถูกลิขิตให้ถึงวัยที่เกษียณ
                                  พอกันทีที่คอยพร่ำและพากเพียร              ในวงเวียนการหาเลี้ยงชีวิตตน
                                       ผ่านเรื่องราวมากมายหลากหลายอย่าง  มีสุขบ้างทุกข์บ้างให้สับสน
                                  มีล้มบ้างลุกบ้างให้กังวล                      เมื่อหลุดพ้นจึงขอพักทั้งกายใจ
 
6.กาพย์ฉบัง 16 (แต่งกลอนจากนิทานอีสป)
                                       เหล่าเพื่อนเด็กชายสี่คน                 ชอบเล่นซุกซน
                                  ริมหนองน้ำกบอาศัย
                                       เด็กชายคิดได้ทันใด                     แกล้งกบกันไหม
                                  แล้วคว้าหินไม้เตรียมขว้าง
                                       กบเห็นก็ตะโกนขัดขวาง                 พวกท่านจงวาง
                                  เว้นสิ่งที่จะทำกัน
                                       พวกท่านอาจตลกขบขัน                 แต่พวกเรานั้น
                                  ไม่สนุกแถมยังเจ็บตัว
                                       เด็กชายทั้งสี่ก็กลัว                       วิ่งหนีกันมั่ว
                                  ไม่กล้าทำชั่วอีกเลย
 
คติสอนใจ อย่าทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการให้ผู้อื่นทำกับเรา
 
7.โคลงสี่สุภาพ (หัวข้อ "อาหาร")
อาหารคาว
                                              ส้มตำรสจัดจ้าน           มะละกอ
                                          บดบีบมะนาวพอ              ตื่นลิ้น
                                          น้ำปลากับตาลก้อ             กรอกใส่ ตำนา
                                          เขือเทศกุ้งแห้งสิ้น            เสร็จแล้ววิธีการ
                                              ตามต่อด้วยไก่หย้าง      คู่หู
                                          กินกับข้าวเหนียวดู            น่าลิ้ม
                                          ไม่พอต่อลาบสู่               น้ำตก แซ่บแล
                                          ทานเสร็จหลับตาพริ้ม         อิ่มแล้วสบายใจ
ปล. กลอนนี้แบบว่าขำ ๆ ทำไปได้
 
8.โคลงสี่สุภาพ (หัวข้อ"เพื่อน")
เพื่อนแท้
                                              ใครหรือคือมิตรแท้      รู้ได้
                                           เพียงเพ่งพิศผ่านใจ        ถ่องแท้
                                           เวลาจักต้องใช้             พิสูจน์
                                           ไม่อาจตัดสินแข้           เปลือกหุ้มกายา
                                              ยามยากลำบากแค้น    แสนเข็ญ
                                           มองเหม่อหาคนเป็น       ที่ผึ้ง
                                           ร่วมทุกข์สุขไม่เว้น         วายว่าง
                                           นั่นแหละจึ่งทราบซึ้ง       เพื่อนแท้แน่จริง
 
ปล.คำว่า "ทราบซึ้ง" ความหมายแยก คือ ทราบ = รู้,เข้าใจ / ซึ้ง = ซาบซึ้ง
 
9.วิชชุมมาลาฉันท์ (สุดท้ายแล้ว ทิ้งท้ายด้วยบทกลอนนี้นะจ้ะ)
                                               สิ่งใดอัดอั้น       หากกลั้นมันไว้
                                         แสนคับแค้นใจ          ไม่เห็นทางออก
                                         คายมันมาเถิด           ถ้าเกิดอยากบอก
                                         บรรเทาช้ำชอก          ทุกข์ตรอกตรึงทรวง
 
 
… อ่านกลอนบทสุดท้าแล้วใช่มั้ย เอาล่ะ ทำตามที่กลอนบอกนะ มีอะไรก็อย่าเก็บเอาไว้
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะเม้นต์ก็เม้นต์เลยนะ  อย่าเก็บมันไวเลย
ระบายออกมาให้หมด ฮ่า ๆๆ ลากเข้าเรื่องจนได้
อย่าลืมนะ มีอะไรในใจ อย่าเก็บไว้จนอึดอัดล่ะ หาเพื่อนที่รู้ใจมาร่วมระบายทุกข์สุขสักคน วี้ดวิ้ว …