ฟิล์มและดิจิตอล

วันศุกร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เราไปดูหนังของพี่เต๋อ นวพล เรื่อง ๓๖ ที่ตึกมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราไปกับออมและพี่ต่ายเอกไทย ตามกำหนดเวลาฉายคือ ๕ โมงเย็น แต่ฉายจริง ๆ ก็ ๕ โมงสี่สิบได้ ก็เอาเถอะ ชินแล้ว(มั้ง) เค้าอาจจะมีปัญหาทางเทคนิคก็ได้

Image

ได้ยินหนังเรื่องนี้มานานแล้วเพราะเป็นเพื่อนกับพี่เต๋อในเฟสบุ๊ค พูดได้ว่าเห็นกระบวนการทำหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่พี่เต๋อโพสต์ แต่ก็พลาดโอกาสที่จะไปชมในโรงภาพยนตร์(เล็ก ๆ) ดูเทรเลอร์หนังก็จับไม่ได้หรอกว่ามันจะเป็นเรื่องยังไง จับได้แค่เพียงว่า “แปลกดีเนอะ พอไม่มีรูปถ่ายแล้ว สถานที่นี้ก็เหมือนไม่มีอยู่เลย” นั่นสินะ ถ้าไม่มีรูปมายืนยันก็เหมือนกับว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่ อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ สมัยนี้คนเราถึงต้องถ่ายรูปมาอัพลงเฟสบุ๊คไง จะได้เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้น…จริง ๆ นะ

ตัวละครที่ดำเนินเรื่องนี้ชื่อ ทราย มีอาชีพหาโลเคชั่นถ่ายหนัง เปิดเรื่องด้วยการที่ทรายไปหาโลเคชั่นกับ อุ้ม ซึ่งเป็นหนุ่มอาร์ตไดเร็คเตอร์ชื่อเหมือนผู้หญิง ทั้งสองเจอกันครั้งแรกในโลเคชั่นที่เป็นตึกร้างเสื่อมโทรม บนคานคอนกรีตเปลือยนั้นมีคนพ่นสเปรย์สีขาวว่า ควย อยู่ทางมุมขวาบน อีกข้างพ่นสเปรย์สีแดงว่า สนามฟุตบอล ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ ไม่เห็น เห็นแต่คาน แล้วทรายก็นั่งอยู่ใต้คานนั้น และสองคนนี้ต้องทำงานร่วมกันก็เลยต้องไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยจนสนิทกัน

ไม่รู้ว่าศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการถ่ายภาพยนตร์เค้าเรียกการถ่ายแบบนี้ว่ายังไง เรื่องนี้มีวิธีการถ่ายแต่ละฉากแบบตั้งกล้องอยู่นิ่ง ๆ แล้วตัวละครก็แสดงไป เหมือนเราเอากล้องถ่ายรูปวางไว้บนขาตั้งแล้วตัวเองก็ไปยืนทำโน่นทำนี่อยู่หน้ากล้องแต่ไม่ได้กดชัตเตอร์น่ะ เรคคอร์ดไปเรื่อย ๆ บางทีก็เห็นแค่ส่วนตาขึ้นไปของหน้านักแสดง บางทีก็เห็นแค่ห้องแล้วนักแสดงก็อยู่ขอบ ๆ เฟรม บางทีก็เห็นแค่ท้องฟ้าแต่เราก็รู้เรื่องจากเสียงคุยของนักแสดง พี่เต๋อบอกว่าอยากให้ได้อารมณ์เวลาเราถ่ายภาพฟิล์มหรือไม่ก็ความทรงจำเรา ซึ่งบางทีเราจำได้แค่ส่วนหนึ่งของสถานที่เท่านั้น เราไม่ได้จำได้ทุกรายละเอียดของสถานที่นั้นหรอก อืม…ก็จริง และตลอดเรื่องเราจะเห็นแต่ใบหน้าของทรายและนักแสดงคนอื่น (แต่ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนหรอก เพราะไม่มีฉากไหนที่จะซูมเห็นหน้านักแสดงชัด ๆ เพราะก็อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้ตั้งกล้องนิ่งไว้ห่าง ๆ ตลอด) ส่วนอุ้มนั้นเราได้ยินแค่เสียงหรือได้ยลส่วนอื่นของร่างกายอุ้ม ยกเว้นใบหน้า เราชอบนะมันดึงความสนใจผู้ชมได้ดีทีเดียวแบบว่าเมื่อไหร่จะได้เห็นหน้าอุ้มวะ สรุปก็ไม่ได้เห็น

มีฉากหนึ่งที่ใกล้ความจริงมาก คือเกือบ ๆ จะได้เห็นหน้าอุ้ม เป็นฉากที่เราชอบด้วยนะ ฉากนั้นทรายอยู่ในบ้าน ส่วนอุ้มอยู่ที่ระเบียง ซึ่งมีเพียงกระจกใสที่กั้นทั้งสองคนไว้ ภาพในเฟรมเราจะเห็นทรายผ่านกระจก ส่วนเราจะเห็นตัวอุ้มจากเงาสะท้อนบนกระจกใส แต่นั่นแหละมันไม่ใช่กระจกเงาหนิ ก็เห็นไม่ชัด แถมอุ้มก็ผิวคล้ำด้วย ยาก มองไม่เห็นหน้าหรอก ฉากนั้นอุ้มชี้ให้ทรายดูนกสวยตัวหนึ่งบินบนท้องฟ้า “ดูดิ สวยมากเลยอ่ะ” ทรายก็มองตาม “เออ สวยดี” แล้วทรายก็ยกกล้องดิจิตอลขึ้นมาถ่ายรัว อุ้มก็บอกว่าดูก่อนอย่าเพิ่งถ่าย ดูกับตาตัวเองสวยกว่าอีกนะ ประมาณนั้น ส่วนทรายก็บอกว่าดีนะที่ถ่ายทัน

Image

อีกฉากหนึ่งที่เราชอบก็คือ ตอนที่ทรายเอาฮารดดิสก์ไปให้ไก่ สิทธิโชคกู้ แต่ปรากฏว่ากู้มาได้ไม่กี่ไฟล์รูป แล้วรูปที่กู้มาได้ก็เสียหายมาก มีแถบสีเทาเต็มไปหมด ในที่สุดทรายก็ได้เล่าให้ไก่ฟังว่ามันเป็นรูปอะไร ทำไมเธอถึงอยากกู้มันมาใหได้ ในฮาร์ดดิสก์นี้มีรูปอุ้มอยู่ ซึ่งอุ้มเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปเอามาก ๆ แล้วอุ้มก็หายไปแล้ว ติดต่อไม่ได้ด้วย “บางทีก็คิดถึงมันนะ แบบตอนทำงานไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด” ทรายก็เลยอยากเก็บรูปของอุ้มเอาไว้ “เสียดายว่ะ” ทรายพูดเหมือนว่าไม่มีรูปแล้วก็เหมือนตัวตนของอุ้มไม่เคยมีอยู่ แล้วไก่ก็พูดมาประโยคหนึ่ง “แกจะเสียดายทำไมวะ แกก็ยังจำเค้าได้หนิ”

หนังจบก็มีการเสวนากัน อ.ป้อมเป็นพิธีกร แล้วพี่เต๋อก็มาพูดคุยด้วย กับนักวิจารณ์หนัง ๒ คน คืออ.แดง กับคุณก้อง(รึป่าวนะ) มีคำพูดที่น่าจดจำจากคุณก้องประมาณว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ แค่เราตอบคำถามได้ว่าเราทำทำไม แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว มันจะออกมาดีหรือไม่ดียังไง อย่างน้อยมันก็มีความหมาย เรารู้ว่าเราทำทำไม” ออมชอบมาก จะเอาไปปรับใช้กับธีสิสตัวเอง แล้วก็มีความคิดที่น่าสนใจของพี่เต๋อคือ “เวลาถ่ายภาพดิจิตอลมันคือการฝากจำ แต่เวลาถ่ายภาพฟิล์มมันคือความทรงจำ” เพราะกล้องดิจิตอลมันไวไง แล้วก็ไม่ต้องล้างออกมาเพื่อดูภาพ เราก็เลยรัวถ่ายมันได้ พูดง่าย ๆ ว่าถูกและเร็ว ดังนั้นเวลาเราถ่ายภาพดิจิตอลเราก็ไม่ได้คิดมาก ถ่ายไว้ก่อนค่อยดูทีหลัง บางทีเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราถ่ายรูปนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงถ่าย แต่ถ่ายภาพฟิล์มมันแพง ไหนจะต้องซื้อฟิล์ม ไหนจะต้องจ่ายค่าล้างออกมา กว่าจะได้ดูภาพ ดังนั้นก่อนเราจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพฟิล์มเราจะต้องคิดมาก ต้องเอาให้คุ้ม ดังนั้นเราก็จะจำบรรยากาศตอนถ่ายภาพได้มากกว่า มันคือความทรงจำของเราที่ติดอยู่ในสมองแล้วก็เอาท์พุตออกมาเป็นภาพด้วย

จะว่าไปแล้วสำหรับเราเองฟิล์มกับดิจิตอลก็แบ่งยุคตัวเรานะ ภาพถ่ายฟิล์มเป็นตัวบันทึกยุคครอบครัว ส่วนภาพถ่ายดิจิตอลเป็นตัวบันทึกยุคเพื่อน ปัจจุบันนี้ต้องจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็เลยมีแต่รูปเรากับเพื่อนในภาพถ่ายดิจิตอล ส่วนที่ถ่ายกับครอบครัวในยุคนี้ก็มีแค่ตอนรับปริญญาเอง

อะไรกันนี่! จะว่าไปการศึกษานี่ก็ทำให้เราบ้านแตกเหมือนกันนะ น้องกับเราเรียนกันคนละฟากฝั่งของกรุงเทพฯ ส่วนปะป๋ากับแม่ก็อยู่กันสองคนตายายที่สงขลา คิดถึงจัง อยากกลับบ้านไปดูรูปกับแม่ ❤

Advertisements

About liwan11

I'm ARTS / Chinese major/ Sunshine give me energy / Raining is my stage chorus / Books and movie take me to another world / Beautiful photos and good music relief my stress / Drawing is what I like ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: