ปิดฉากวัยมัธยม

ปิดฉากวัยมัธยม

(แด่เพื่อน ๆ ที่รักของเราทุกคน)

 

          วัยมัธยมของเราจบสิ้นลงแล้วอย่างเกือบจะสมบูรณ์  เหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องไปเกี่ยวข้องกับวัยมัธยม  นั่นคือการไปรับผลการเรียน ม.6 ภาคเรียนที่ 2

 

          ตอนนี้เรายังไม่สำเหนียกถึงการสิ้นสุด สูญเสีย และพลัดพราก  เรายังรู้ดีว่าเราจะต้องเจอเพื่อน ๆ ที่รักและอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นไปอีกระยะหนึ่ง  เราจึงไม่เศร้าอะไรมากมายนักความรู้สึกของเราจะเข้มข้นขึ้นไปตามเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามา

 

          เรายังรู้สึกเหมือนว่าตอนเข้าม.1 ใหม่ ๆ มันเพิ่งผ่านมาไม่นานมานี้เอง  เด็กตัวเล็ก ๆ (ตอนนี้ก็ยังเล็กอยู่)ที่บริสุทธิ์  ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร  ก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียนมัธยมอันกว้างใหญ่  ไร้เพื่อนเก่าจากโรงเรียนเดียวกัน(ที่จะมาอยู่ห้องเดียวกัน)  ทำให้เรารู้สึกโหวงเหวง  เคว้งคว้างเสียเหลือเกิน

 

          ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแปลกแรกที่เราพบคือ การร้องเพลงชาติไทยของเด็กมัธยมกว่า 3 พันคน ไม่ดังไปกว่าเสียงหึ่งของฝูงแมลงบิน  ไอ้เรารึก็แหกปากร้องซะเต็มที่ เพราะตอนอยู่วัยประถมนั้น เราจะร้องเพลงชาติแข่งกันระหว่างเด็กอนุบาลกับเด็กมัธยม  เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกปลื้มกับความน่ารักของเด็กอนุบาล เราเคยมีโอกาสได้ไปยืนใกล้แถวเด็กอนุบาล ไม่มีใครร้องเพลงชาติถูกทั้งเพลงเลย ถึงกระนั้นน้อง ๆ ก็ร้องอย่างมุ่งมั่น ด้วยสีหน้าที่แน่วแน่ กับน้ำเสียงที่มั่นใจ เป็นภาพที่น่ารักจนวันนี้เรายังไม่ลืม

 

          ต่อมาคือการเรียน โรงเรียนวรนารีเฉลิมของเรานั้น ก็อย่างที่รู้ว่าไม่มีห้องเรียนประจำ  เปลี่ยนคาบทีก็เปลี่ยนห้องที  แล้วตารางสอนก็เขียนอะไรไม่รู้ 442, 261 มันคืออะไรเหรอ ดังนั้นวันแรกของการเรียนเด็กม.1/2 กลุ่มหนึ่งก็เดินไปห้องเรียนที่เคยมาปฐมนิเทศ  ไปเถียงกับพี่ม.อื่นที่อยู่ในห้องนั้นอยู่แล้ว ว่าน้องเรียนห้องนี้ค่ะ พี่เค้าก็เอาตารางสอนเรามาดู แล้วก็สอนวิธีอ่านตารางสอน อ๋อ…ทีนี้พวกเราก็ถึงบางอ้อสิคะ เนื่องจากต้องเปลี่ยนห้องบ่อย เราก็ไม่มีที่นั่งประจำ โหยย…ดังนั้นเวลาเปลี่ยนคาบก็สนุกสนานมาก  พอออดดัง  เราก็รีบเก็บของและเตรียมวิ่งมาราธอน แย่งที่นั่งด้านหน้ากันเหมือนฝูงช้างตกมันหลุดออกมาจากคอก(แต่ม.ปลาย เหอะ ๆ ไม่มีอย่างนี้หรอก)  แต่ตอนม.1 เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเด็กแย่งที่นั่งด้านหน้าหรอกนะ  เราได้นั่งหลังประจำ

 

          อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ ผลการเรียน ตอนประถมไม่เคยรู้จักคำว่าเกรดเฉลี่ยเล้ยย..ให้ตาย  รู้จักแต่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่อื่นเราไม่รู้นะ แต่รร.กลับเพชรศึกษาของเรา คิดคะแนนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์  ได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ค่อยสนใจหรอก สนใจแต่ว่าเทอมนี้เราจะได้ที่เท่าไหร่  ขอโม้หน่อยดิ  เราไม่เคยได้ที่เป็นเลข 2 ตัวเลย  ยกเว้นมีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ที่ 10 แหม..ทำเสียใจยังกะจะไปผูกคอตาย  ตอนเด็กก็คิดได้เท่านี้  อยากได้ที่ 1 ที่ 2 แต่ไม่รู้หรอกว่าไอ้ที่ได้นะ  เค้าเรียกว่าเรียนเก่งหรือไม่เก่ง  พอเข้าม.1 ก็ อ๋อ..เค้าคิดเกรดกันอย่างนี้  เทอมแรกมาได้เกรด 3.6 กว่าๆ ดีใจว่าได้เยอะ  ก็ตอนนั้นยังไม่รู้จักเรื่องการแข่งกันเรียน เกรดเฉลี่ยควรสะสมเอาไว้เยอะ ๆ  ยังไม่รู้เทคนิคการเรียนให้ได้เกรดดี ๆ หรอก  ได้เท่านั้นก็พอใจ  แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ ว่าคนเรามันรู้จักพอซะที่ไหน  พอเห็นเพื่อนได้เกรดเยอะ ๆ เออ… แล้วทำไมฉันได้เท่านี้  ไม่ได้การและ  ต้องรีบเปลี่ยนวิธีเรียนใหม่  ตอนแรก ๆ เวลาอาจารย์สั่งงานก็ไม่ได้ตั้งใจทำทุกชิ้น ตั้งใจทำเฉพาะงานหรือวิชาที่ชอบ  ทีนี้พอโตขึ้นเริ่มรู้วิธี ใครที่อยากได้เกรดเยอะ ๆ ไม่ยากเลยนะ  ไม่ต้องใช้สมองมากก็ได้เกรดเยอะได้  แต่ต้องมีความขยันมาเป็นอันดับแรก  ง่าย ๆ เลย คือ งานทุกชิ้นที่อาจารย์สั่ง (เน้นว่าทุกชิ้นทุกวิชา) ต้องทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ หมายถึงตั้งใจทำน่ะ  ให้อาจารย์เขาเห็นถึงความตั้งใจของเรา  ถ้างานออกมาดีคะแนนเก็บก็เยอะ  ทีนี้ก็เหลือแค่ใช้หมองอีกนิดหน่อยในการสอบ  คะแนนเก็บเนี่ยช่วยเราได้เยอะจริง ๆ

 

          ชีวิตม.ต้น ยังไม่ลึกซึ้งกับคำว่าเพื่อน  ก็ยังเด็กอยู่น่ะ  แต่ก็รู้จักความผูกพันนะ  เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้อยู่ห้องดี ๆ ทั้งม.ต้น( ทับ 2) และม.ปลาย(ทับ 7)  เพื่อน ๆ รักใคร่กันดีไม่มีแตกแยก  ตอนม.ต้นก็มีเพื่อนรัก  ที่พอขึ้นม.ปลายแล้วก็รักกันอยู่เหมือนเดิม (ใช่มั้ยจ้ะ วิ กอย ใหม่ ปอ โอ้ต เก๋ กิ๊ฟ ดู่ และอีกหลายคนที่มิได้เอ่ยนามและไม่ได้นับรวมพวกที่อยู่ห้องเดียวกันตอนม.ปลาย)

 

          คำว่าเพื่อนมันมาลึกซึ้งก็ตอนม.ปลายนี่แหละ  เราสนิทกันรวดเร็ว  อาจเพราะส่วนใหญ่เด็กห้องเราเป็นเด็กวร. เก่า ใช่ว่าเด็กเก่าจะรูจักกันหมดนะ  บางคนเห็นหน้ากันมานมนาน ไม่เคยได้คุย  ก็มาคุยกันตอนนี้แหละ(เนอะ กลุ่มพี่แฝด กลุ่มมด กะเด็กห้อง 6 เก่าทุกคน)  บางคนก็อยู่ห้องเดียวกันแต่ไม่สนิทกันเล้ยยย ก็มาสนิทกันตอนม.ปลาย (ใช่มั้ยจ้ะ? กลุ่มข้าว มัทนา) โชคดีที่ตอนม.ปลาย  เราไม่เคว้งคว้างเหมือนตอนม.1  เรามีคนมาจองตัวตั้งแต่ม.3 แน่ะ  คนนั้นมิใช่ใคร  ก็เก๋  แม่หมอชบาแห่งหนำเตาหลวงไง เรายังจำได้นะ ตอนม.3 เก๋บอกเราว่า ดิว ม.ปลายดิวเรียนศิลป์-คำนวณใช่มั้ย  งั้นเรานั่งกับดิวนะเราก็ตอบ จ่ะดูเรียบร้อยเนอะ

 

          สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่รู้  เราจะบอกให้ว่าตอนม.ต้น เราโ- ตรจะเรียบร้อยเลย  พูดก็เบ๊า  เบา (ตอนนี้ก็ยังเบานะ  แต่มันก็ดังขึ้นง่ะ)  ความมั่นใจแทบจะเป็นศูนย์  เวลารายงานหน้าชั้น โอ้โห…ตื่นเต้น  ตัวสั่นเชียว  และไม่กล้าทักทายใครก่อน (เพราะกลัวเค้าจะไม่ทักกลับ)  จริง ๆ นะ  เราสามารถนั่งข้าง ๆ กับเพื่อนที่ไม่รู้จักได้นานมากโดยไม่พูดกันได้เป็นชั่วโมง แม้จะอึดอัดแค่ไหน เราก็ไม่พู๊ด ไม่พูด  ถ้าจะพูด  ต้องให้เค้าพูดก่อน (นิสัยนี้ปุยรู้ดี)  แล้วก็ไม่เคยกล้าด่าใครเลย ได้แต่บ่นอุ๊บอิ๊บมุบมิบ ตะลิบติ๊บติ๊บ อยู่คนเดียว(ขนาดขอช่วยให้พี่ในห้องสมุดเปิดพัดลมให้ยังไม่กล้าขอเขาเล้ยยย)

 

          กับเก๋  ตอนนั้นเราก็เรียบร้อยมาก  เรารู้สึกว่าเก๋จะชวนเราคุยมากกว่าอีก (แต่อย่าเอามาเทียบกับปัจจุบันนี้ล่ะ)  แต่วันเวลา และประสบการณ์ชีวิตทำให้เราเปลี่ยนไป  เราคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีนะ(รึปล่าว?)   คือ เรากล้าแสดงออกมากขึ้น  เวลาพูดหน้าชั้นก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว  อาจเป็นเพราะเพื่อน ๆ ที่ตั้งใจฟังและไม่หัวเราะเยาะเย้ยด้วยก็ได้  แล้วเราก็กล้าแสดงออกมากขึ้นเรื่อย ๆ  (อาจเพราะตอนม.ต้นแบบว่าเก็บกดมาเยอะ)  สิ่งนี้ทำให้เราได้รู้จักเพื่อน ๆ ทั่วทั้งห้อง  และสนิทกับเพื่อน ๆ เกือบทุกกลุ่มเลย  โดยเฉพาะกลุ่มแฝด กลุ่มข้าว กลุ่มมัทนา  กลุ่มมด  กลุ่มปู กลุ่มวิว  กลุ่มนัท  กลุ่มพวกผู้ชาย  (เอ๊ะ! รู้สึกว่าครบทั้งห้องแล้วนะ) อีกอย่างมันทำให้เราได้รู้จักกับคนใกล้ตัวที่เราไม่เคยมองเห็นเลย  อย่างเช่นเพียงแพร  เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเพียงแพรเคยอยู่แฟลตที่ใกล้กับบ้านเรา  แฟลตนั้นมันอยู่ใกล้กับบ้านเรามาก ห่างกันประมาณ 200 เมตรเอง  เพิ่งมารู้ก็ตอนม.6 เทอม 2 เดือนสุดท้ายของการเรียน  โอ…นี่ถ้าเราไม่ไปนั่งคุยกันเรื่องbanana ในห้องสมุดตอนนั้น  เราคงไม่รู้หรอกนะนี่ (55+ กินกล้วยนี่ก็มีประโยชน์เนอะ)  นอกจากนั้นความกล้าแสดงออกนี้ยังทำให้ละครห้องของเราราบรื่น  และการไปโย่ ๆ หน้าเวทีคอนเสิร์ตและงานปัจฉิมลื่นไหล  พลิ้วเชียวววว…  5555+  ตอนนี้เพื่อน ๆ ก็คงได้เห็นลีลาการเต้นที่แสนทุเรศ  ทุรัง  เหมือนหนูโดนยาพิษดิ้นกะแด่วของเราแล้วนะ  ก็ถือซะว่าได้ดูของแปลกก่อนจากกันก็แล้วกัน

 

          พูดถึงละครห้อง เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีวันลืม  มันครบทุกรสชาติจริง ๆ นะ  ทั้งกดดันสุดขีด  สนุกสุด ๆ  สนิทมาก ๆ  เหนื่อยโคตร ๆ  เครียดอย่างแรง  และพอตอนละครจบ  โอ… ปลดปล่อยยยย   เพื่อน ๆ คงจะเห็นด้วยกับเราเนอะ 

          ก็ไม่ให้กดดันได้ไง พี่รหัสทำผลงานไว้ดีม๊ากกก 

          ไม่สนุกได้ไง ก็ตอนที่เราร่วมกันทำฉาก  กินหนมปังทาแยม/นมข้นที่ไก่กะเจนซื้อมาให้ ตอนเราร้องเพลงกัน  ตอนเราซ้อมละครกัน  ตอนเราไปร้องเกะกัน ฮันแน่

          ไม่สนิทได้ไง ก็มาซ้อมบท มาทำฉาก  เจอหน้ากันทุกวัน  ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตอนที่เราร่วมทุกข์ร่วมสุข (ร่วมแชร์ตังค์ห้อง)กัน

          ไม่เหนื่อยได้ไง  ไหนจะต้องจัดการเรื่องบท เรื่องการแสดง เรื่องฉาก กำกับแสง เสียง  และที่เหนื่อยยาวนานคือวิ่งแก้บน (แต่ละคน วิ่งจนลิ้นห้อยเชียว)

          ไม่เครียดได้ไง  ไหนจะตื่นเต้นที่เวลาจะแสดงมันใกล้เข้ามา  การซ้อมก็ไม่เคยจะซ้อมจบเล้ย แล้วตอนใกล้จะถึงวันที่แสดง  นางเอกของเรากลับเป็นลมล้มพับ เจ็บป่วยซะงั้น และเหมือนพระเจ้าจอร์จจะซ้ำเติม คอมดันเสียวันที่แสดง!!!!(นั่นคือที่มาของการวิ่งแก้บน)  โอ้โห…เหตุการณ์เหล่านี้คือจุดพี้ค  ของความเครียดที่ประดังเข้ามาเลย

          ไม่ให้ปลดปล่อยได้ไง  แม้หน้าฉากจะ(ดู)สวยงามแต่หลังฉากดิ  วิ่งวุ่นหัวหมุนมาก  (โดยเฉพาะมัทนามัวแต่จัดการให้คนอื่น พอถึงตัวเอง เกือบลืม) และต้องชื่นชมนักแสดงของเราที่ไหวพริบปฏิภาณดี  คิดบทสด โหย ทำไปได้ (ใช่มั้ยจ้ะ  วิว  เออ เอ่อ เอ้อ เอ๊อ เอ๋อ)  แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคล้านแปด  แต่ท้ายที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้อย่างหวุดหวิด และจบลงอย่างน่าพอใจ  ตอนจบของการแสดงเราจึงใส่กันเต็มที่บนเวที  ราวกับจะบอกว่า  รอดแล้วโว้ย มันจบแล้ว!!”  

 

          อืม ใช่ มันจบแล้ว ชีวิตม.ปลาย ของพวกเรา 6/7 อุลตร้าเซเว่นมันกำลังจะจบลงแล้ว 

          ไม่มีอีกแล้วที่จะไปเลี้ยงฉลองกันริมทะเล

          ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้ใส่ชุดมาปลายปักจุดสีม่วง กับชุดพละ

          ไม่มีอีกแล้วที่เราจะมาประชุมเพื่อปรึกษาเรื่องต่าง ๆ

          ไม่มีอีกแล้วที่เรามาวิ่งแก้บน

          ไม่มีอีกแล้วที่นัดกันไปถวายบังคมพระพันวัสสา

          ไม่มีอีกแล้วที่จะนัดกันไปกราบอาจารย์ที่ปรึกษา

          ไม่มีอีกแล้วความเครียดที่จะต้องสอบวิชาคณิตของป้าเตียง

          ไม่มีอีกแล้วที่จะแอบหลับในคาบของอ.พรรณี (อาจจะยกเว้นเป็ดที่หลับทุกคาบ)

          ไม่มีอีกแล้วที่จะมานั่งกังวลเรื่องงานฝีมือของอาจารย์รัตนา

          ไม่มีอีกแล้วที่จะใจหายใจคว่ำเวลาสอบคณิตของอาจารย์อนงค์

          ไม่มีอีกแล้วกับการเลือนสอบวิชาภาษาไทยของอ.ป้านิต

          ไม่มีอีกแล้วกับการเจอลุงโรจน์ที่สอนแฮนด์บอลเรา และคือผู้ริเริ่มเรียกเราว่าน้อง(อย่างแพร่หลาย)

          ไม่มีอีกแล้วกับการสอบคณิตอย่างเร่งด่วนของอ.สุวรรณา

          ไม่มีอีกแล้วกับลำดับอนุกรมของอ.สุพรรณีที่ไม่เคยเป็นลำดับ

          ไม่มีอีกแล้วกับการอ่านรีดดิ้งที่ไม่มีวันหมดของอ.สมยศ

ไม่มีอีกแล้วกับการเฉลยแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษที่ไม่มีวันจบของอ.ถมยา (จนบัดนี้เฉลยของไรติ้ง อบิลิตี้ก็ยังคงเป็นปริศนา)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนสังคมกับพ่อชาญ

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เข้าห้องสมุดไปสวัสดีแม่เพ็ญ กับพี่หนุ่ย

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ฟังเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนพม่าของอ.อรุณวรรณ

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ไปเยี่ยมอ.วรรณาที่ห้องทะเบียน

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนวิชาอิรัก-อเมริกาวิทยากับพ่อเขยเหมียว(อ.นิโรจน์)

ไม่มีอีกแล้วที่เค้าจะได้เห็นตัวหัวหมุนอยู่แถวห้องสมุดนะวิ

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้แกล้งเก๋

ไม่มีอีกแล้วที่ปุยจะมาหยิกแก้มเรา

ไม่มีอีกแล้วที่จะไปนั่งร่วมวงฟังกลุ่มพี่แฝด(ซึ่งมีพี่ฟิล์ม พี่เฟิร์น พี่ปิ พี่เหมียว พี่เจน แม่หงส์ และ)นินทาคนอื่น (และเราก็ร่วมแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เบียนกลุ่มข้าว (ซึ่งมีข้าว ปอย ปุ๋ย ธิว เป็ด เตย)  และฟังกลุ่มข้าวเบียนเรา (อ๊าย 6 รุม 1)

ไม่มีอีกแล้วที่จะไปร่วมวงกินหนมกับกลุ่มมัทนา(ซึ่งมี มัทนา-หัวหน้าจอมโหด เป้,ฟาง คู่หู คู่ฮา  ข่า-ตัวเล็กน่ารัก หมิว-ลูกญี่ปุ่น และเพียงแพร-นังพญาลิงขี้บ่น หน้าเลือด) โดยเฉพาะกินขนมกล้วยกับเพียงแพร ฮา~

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้คุยเรื่องหนังเกาหลีกะกลุ่มอิง ซึ่งมีมดผู้ชอบหนมไม้ขีด และมีงานอดิเรกเป็นแม่ราหู  และหลิงนักออกแบบเล็บเป็นสมาชิก

ไม่มีอีกแล้วเสียงพี่เอ็มที่ร้องเพลง 1479 เลขล๊อก และลีลาการเต้นอันเร่าร้อน

ไม่มีแล้วกลุ่มปู ซึ่งมี เกศ ตาล และไก่คอยเอ็นดูเรา  คอยให้อาหารเรา (เอ๊ะ! ใช้ภาษาแปลก ๆ ว่ามั้ย?)

ไม่มีแล้วกลุ่มวิวที่ไปวิ่งกับเต้นแอโรบิคกับเราที่สนามติณ ซึ่งมีวิว-แหบสเน่ห์  ทราย-ผู้ชายในร่างหญิง ปุ๋ย วงวรรณ- สาว(ดำ)หวาน และเล็ก-กิ๊กเราเอง

ไม่มีแล้วกลุ่มนัทที่จะมาแต่งสวยให้เราดู ซึ่งมีนัท-สาวมั่น บุ๋ม-สาวสวย ปุ๋ย  อาร์ ซันมา

ไม่มีแล้วที่จะเห็นตั๋งแอบคุยโทรศัพท์กับสาวs (เติม s แสดงความเป็นพหูพจน์)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นซีเขินอาย โดนพี่โบว์(ปิยภรณ์) แทะโลม

ไม่มีอีกแล้วที่จะเห็นนังไกด์นั่งเหม่ออยู่ใต้อาคาร 2 (รอหารายได้พิเศษแถวนั้น)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นโอ้ดโรคจิตเดินท่าเหมือนคิงคองหลงคอก เที่ยวถ่ายรูป

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นกอย ใหม่ กิ๊ฟ พี่วริฏหาอาหารกินในโรงอาหาร (เอ๊ะ! ใช้ภาษาแหลก ๆ อีกแล้ว)

ไม่มีอีกแล้วที่จะเห็นคนที่เคยเรียกเราในชื่อที่เราไม่ชอบ แต่เค้าบอกว่าชื่อนี้น่ารักดี (สิวเธอเยอะอีกแล้วนะ แซวเล่น ๆ)

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้เดินหลบหน้าบันดิต (ขอโทษนะ  ท้ายที่สุดเราก็ไม่ได้ขายตั๋วให้)

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ต่อแถว ทุ่งนิ้วบนสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า เครื่องสแกนลายนิ้วมือ

ไม่มีอีกแล้วที่เราจะได้เห็นโครงหลังคาสุวรรณภูมิ 2

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ชื่นชมดอกทานตะวันแสนสวย  แต่ไม่เคยให้ร่มเงา

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เรียนในอาคาร 3 ,1 ,2 ,5,4 , ห้องคหกรรม และสนามกีฬา

ไม่มีอีกแล้วที่จะได้ฝากของที่ป้อมยาม ห้องประชาสัมพันธ์ เยี่ยมห้องปกครอง

ไม่มีอีกแล้วชีวิตวัยมัธยมอันแสนสนุก

และไม่มีแล้วสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่เราไม่สามารถบรรยายได้หมด

ถึงแม้จะมี ไม่มีอีกแล้วอีกหลายอย่าง  ใช่…วันวานเหล่านั้นเราไม่สามารถกู้มันคืนได้  แต่เราสามารถเก็บมันไว้ได้ในซอกรอยหยักสมอง  ที่ซ้อนทับกันไม่รู้กี่ชั้น  กลายเป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้  เหมือนเอาหนังสือใส่กล่อง  เราไม่มีเวลามานั่งอ่านมันทุกวัน  แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งมันไป  มันเพียงแต่นอนก้นอยู่อย่างนั้น  รอเวลาที่เจ้าของมันจะนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาเปิดมันออกอ่านอีกครั้ง  ก็เหมือนกับเราที่คงไม่คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกวันหรอก  แต่บางทีที่อารมณ์มันอยากนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ เรื่องราวเหล่านั้นก็คงถูกดึงออกมาจากซอกสมองออกมาฉายวนอยู่ในหัว  พอถึงวันนั้นเพื่อน ๆ คงจะจามวันละหลายหน เพราะได้รับความคิดถึงจากเรา

 

เรื่องราวเหล่านี้ที่เราเคยร่วมเดินผ่านกันมา  เราคงจำมันได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เราก็ไม่มีวันลืมหรอกนะ  เพราะสิ่งเหล่านี้มันได้ประทับลงในหัวใจน้อย ๆ ของเราแล้ว  ถึงแม้บางทีกว่าจะนึกออกก็ต้องออกแรงเคาะสมองกันหน่อยก็ตาม  แต่ถึงอย่างไร ความเป็นเพื่อนของพวกเราก็ไม่มีวันจางหายใช่ไหม  สักวันเราคงได้พบกันอีก  อาจจะบนทางม้าลายขณะข้ามถนน  ในตลาดขณะซื้อผลไม้  ในซุปเปอร์มาร์เก็ตขณะซื้อผ้าอ้อมให้ลูก  หรือในสวนสาธารณะขณะรำไทเก๊กของชมรมคนชรา  ถึงวันนั้นแล้วก็อย่าได้เขินอายที่จะทักทายเรานะ  ตะโกนเรียกเราดัง ๆ เลย  แล้วเราจะหันขวับไปทันทีพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ๆ อิอิ (และอย่าเสียใจล่ะ  ถ้าเราจำชื่อเธอไม่ได้  โปรดยกโทษให้กับความจำอันไร้สมรรถภาพของเรา)

 

สิ่งที่เราหวังอย่างยิ่งคือ อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนมีความสุข และมีความเข้มแข็งที่จะต้อสู้ไปบนหนทางชีวิตที่ทั้งสวยงามและโหดร้าย  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามจงเข้มแข็งเอาไว้นะ

 

และสุดท้าย  ขอพูดคำนี้จากส่วนลึกของหัวใจว่า เรารักเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างจริงใจ  แล้วเราจะระลึกถึงและเป็นห่วงเป็นใยพวกเธอตลอดไป  ไม่ว่าเธอจะยืนอยู่ที่ใดบนโลกกลม ๆ ใบนี้ก็ตาม         

     

Advertisements

About liwan11

I'm ARTS / Chinese major/ Sunshine give me energy / Raining is my stage chorus / Books and movie take me to another world / Beautiful photos and good music relief my stress / Drawing is what I like ^^

2 responses to “ปิดฉากวัยมัธยม

  1. T t i b B

    ดีจ้า น้งดิว
    ยังงัยก้อขอให้ติดอักษร จุฬา อย่างที่หวังไว้นะจ้ะ  พี่ว่าน้องได้อยู่แล้ว สู้ๆสู้ตาย
    พูดถึงอิเลคโทน  พี่ก้อเรียนเหมือนกันแหละ แต่เพิ่งเลิกไปตอนประมานม.5อ่ะ
    แม่ไม่ให้เรียน เพราะม.6ต้องเตรียมเอนท์  (จิงๆแล้วพี่ชอบมันมากกว่าไวโอลินนะ)
     
    พี่อ่านบล้อกของดิวแล้ว…เหมือนนังอ่านไดอารี่ตัวเองเลยง่ะ  เหอะๆ
    เหมือนมองกระจก..แล้วเจอตัวเอง
    ดิวเหมือนพี่มากๆเลยง่ะ เหอะๆ
     
    ยินดีด้วยนะที่ใกล้จะเป็นนิสิตจุฬาฯแล้ว อิอิ
    น้งดิวจงเจริญ!!!
     
    P.S. ดู My Girl แล้วอย่าจ้องแฟนพี่นานนะ  เด๋วเค้านอกใจง่ะ อิอิ 

  2. Puiizz

    ก้อนะไม่มีไรจาพูดมาก เพราะพูดไปเท่าไหร่มันก้อไม่หมดหรอก แค่บอกว่า รักหว่ะ แค่นี้ก้อแทนทุกอย่างได้แล้ว โชคดีนะนังแอบ  แบบว่าหวานไม่เปน เข้าใจหน่อยนะ
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: